แด่ La Me Moire

Posted on May 1, 2006

10


เป็นเวลานาน แรมปี ที่ไม่ได้เล่นดนตรี กับเพื่อนๆ วง La me moire
หรือเรียกอีกอย่างว่า "วงไอ้หลิม"
วงไอ้หลิมนี่มันมีมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ ม.ปลาย ละวะ
คือ อาจจะมีมาตั้งแต่ ม.ต้นก็ได้ แต่เราเพิ่งมาฟังเพลงญี่ปุ่นก็ ม.ปลายนี่แหละ
มีอยู่วันนึง เราเห็น ไอ้วิน (เพื่อนซี้เรา) มันนั่งท่องเนื้อเพลงญี่ปุ่นอยู่
เราก็เข้าไปดู
ปรากฏว่า มันจะไปเป็นนักร้องรับเชิญให้วงไอ้หลิม
(ไอ้หลิมมันเป็น มือกีตาร์ ชั้นเซียน ที่น่าจับตามองมากๆในขณะนี้)
เพลงที่มันร้องตอนนั้น คือเพลง Yuuwaku และ Soul Love ของวง Glay ซึ่งเป็นวงดนตรียอดนิยมในญี่ปุ่น
เราซึ่งตอนนั้นหัดเล่นกีตาร์มาได้ประมาณนึง ก็สนใจแจมด้วย เลยขอไปเป็น Guitarist อีกคนนึง
ในตอนนั้น วงไอ้หลิม มีหยางเป็นมือเบส และ ศอ เป็นมือกลอง
รู้สึกว่า ตอนนั้น วงไอ้หลิมจะใช้ชื่อว่า "เด๋อ en Grey" ถ้าจำไม่ผิด
ผลของการเล่นวันนั้น ทำให้เราชอบเพลงญี่ปุ่นขึ้นไปอีก 70 เปอร์เซนต์เป็นอย่างน้อย
เราก็เริ่มจะฟังเพลงญ๊ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ
จากนั้นมาซักพัก ไอ้หลิม มันเอาเพลงของวง Siam Shade มาให้ฟัง
หลังจากเราฟังเพลงแรก (ชื่อเพลง Dreams) เราก็คิดในใจว่า เช็ดโด้ว!! มือกีตาร์แม่งนิ้วไวกว่านรกซะอีก
แต่จากนั้นไม่นาน ไอ้หลิม มันก็ชวนเราเล่นเพลง Siam Shade แถมให้เรา solo อีก
คราวนี้ซ้อมเพลง Dreams กับ Glacial Love เพิ่มขึ้นมา
นั้นเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ซ้อมกับ เด๋อ en Grey
จากนั้น เราจำได้ จะมีวันงานผู้ปกครองตอน ม.6 วงเด๋อ en Grey ต้องการจะไว้ลายก่อนจากโรงเรียนไป
นัดกันไปห้องซ้อม เพื่อเล่นเพลง Yuuwaku กับ Soul Love อีกครั้ง เพื่อเตรียมการแสดงบนเวที
ตอนนั้นเป็นช่วงที่สนุกมาก เราจำได้ว่า ห้องซ้อมอยู่ตรงข้ามพันทิพย์พลาซ่า
พอซ้อมเสร็จ ก็ไปเวิร์ดเทรด (ปัจจุบัน เป็น Central World) ไปกิน KFC กับ Mister Donut กัน
แล้วการแสดงครั้งสุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี
ตอนปิดเทอม ยังไม่เลิก นัดกัน เล่นเพลงที่เคยเล่นทั้งหมดมาเล่นกันใหม่อีกรอบ
เราก็ลากไอ้วิน ไปร้องด้วย
คราวนี้วงไอ้หลิม ยังเล่น Art of Life ให้ดูอีกตะหาก
แล้วชีวิต ม.ปลาย อันแสนสุขก็ได้จบลงไป
แต่มันไม่ได้หมายความว่า วง เด๋อ en Grey จะจบลงด้วย
ชีวิตมหาลัย ยังมีบุญได้ซ้อมตอน ปี 2 หรือ 3 เนี่ยแหละอีกทีนึง
คราวนี้ ลากไอ้ชิพ (เพื่อนสนิทเราอีกคนนึง) ไปเป็น มือเบส เพราะว่า หยาง หายไปไหนไม่รู้จำไม่ได้ ตอนนั้นเกิดไรขึ้น
แถม ศอ ก็หายอีก เลยได้ เป๋าฮื้อ (ไม่รู้มันได้ชื่อนี้มาจากไหน) มาเล่นกลองแทน
คราวนี้ สานต่อ Siam Shade โดยการเล่น Love sick – you don’t know กับ Love Vampire ด้วย
ผ่านไปได้อย่างสวยงาม
ประมาณปี 4 ไอ้หลิมมันคึก อัดอัลบัม La Me Moire ขึ้นมา ซึ่งเป็นเพลงที่มันเคยเล่น
ลง CD แจก ให้คนอื่นฟัง (คงเป็นตอนนี้ ที่วงมันเปลี่ยนชื่อเป็น La Me Moire)
ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ไอ้หลิมมันเจ๋งมาก เราน่าจะเอาเวลาว่างเราไปทำอย่างนั้นบ้างจังเลย
พอจบปี 4 ชีวิตมหาลัยอันแสนสุขก็ได้จบลง
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ปีแรกแห่งการทำงาน เราได้คุบกับไอ้หลิมอยู่ตลอด
เนื้อหาจะเป็นอย่างนี้
อัม : เฮ้ย อยากไปห้องซ้อมวะ
หลิม : เออๆ จิงด้วย
อัม : แต่ช่วงนี้งานยุ่งมากเลยวะ เด๋วงานน้อยเมื่อไรจะ ชวนเลยนะ
หลิม : ได้ๆ
เป็นอย่างนี้ไปประมาณ 4-5 ครั้ง จนถึง เมื่อวันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2006
ก็ได้ฤกษ์ดี แจมกับวง La Me Moire อีกครั้ง
เล่นไปทั้งหมด 11 เพลง ตั้งแต่ Glay, Siam Shade, X Japan และ L’arc en Ciel
เป็นวันที่สนุกมากๆ
วันนั้น โทรไปชวนมือกล้องระดับเทพชื่อ โย (เป็นเพื่อนสนิทเราอีกนั่นแหละ) มาช่วยถ่ายทำการซ้อมให้
เป็นวันที่สนุกจิงๆ ถึงแม้จะมีอุปสรรคเล็กน้อย (รถไอ้หยางแบตเสีย) ห็ผ่านไปด้วยดี
ล่อไป 11 เพลง
6 ครั้งในการซ้อมกับวงไอ้หลิม ที่ผ่านมา แต่ละวันล้วนเป็นความทรงจำที่ดีมากๆ
ทุกครั้งที่ฟังเพลง Glay หรือไม่ก็ SiamShade
ภาพการซ้อมดนตรี ก็จะผุดขึ้นมาในหัว
แล้วเราก็จะนั่งยิ้มคนเดียว จนคนนั่งข้างๆ กลัวนิดหน่อย
แต่อีกไม่นาน หยางก็จะไปเรียนต่อต่างประเทศ
อีกไม่นาน หลิมก็จะไปเรียนต่อต่างประเทศ
อีกไม่นาน เราก็จะไปเรียนต่อต่างประเทศ
(เป๋าฮื้อ มึงไปป่าววะ)
กลางเดือนพฤษภาคม 2006 นี้ วง La Me Moire จะมีคอนเสิร์ต Last Live
คงจะเอาทุกๆเพลงในความทรงจำ มาเล่นกันให้หมด
เราก็เป็นหนึ่งแขกรับเชิญ ที่ไอ้หลิมชวนไปเล่นกีตาร์
ไม่อยากจะให้คอนเสิร์ตมันสมชื่อเท่าไรเลย
ไม่อยากให้มันเป็นการเล่นสดครั้งสุดท้ายเลยวะ
จะมีอีกซักกี่ครั้ง ในชีวิตสั้นๆที่เหลือนี้ ที่เราจะได้ซ้อมดนตรีด้วยกันอีก
ยังไงก็ติดต่อกันบ้างนะเพื่อนๆ
Posted in: Uncategorized