อาจจะดอกเตอร์นะ

Posted on April 1, 2013

3


เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เราได้เดินทางมาเรียนต่อ โท ที่เมกา

เหตุผลง่ายๆก็คือ เราเจอคนเก่งมากๆที่บริษัทเก่าคนนึง
เลยมีความสนใจจะเก่งขึ้นนิดหน่อยให้เหมือนคนนั้น

ผลจากการมาเรียน ป.โท และทำงานในเมกา เป็นดังต่อไปเน้
1) อดเตะบอลทุกวันอาทิตย์
2) อดเรียนกลอง
3) อดเที่ยวกินอาหารอร่อยๆ
4) อดซ้อมดนตรี
5) อดอื่นๆ

แต่เราก็รอดมาได้ก็เพราะว่า การได้ใช้ชีวิตอิสระเต็มที่อย่างที่ต้องการกับเดียร์สองคน มันชนะทุกอย่าง

ยังไงก็ตาม ระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราก็มองเพื่อนประสบความสำเร็จไปตามๆกัน
ไม่ว่าจะเป็นการที่เพื่อนตั้งกิจการส่วนตัวมีเงินเยอะแยะ
หรือเป็น speaker ที่โด่งดังไปพูดเรื่องต่างๆให้ระดับเด็กมหาลัยฟัง
หรือสร้างแอพหรือ service ที่คนใช้กันทั่วประเทศ
หรือตั้ง coworking space ที่แสนสวยงาม
หรือเล่นดนตรีมืออาชีพตามผับ

เป็นอะไรที่เราอยากทำทุกอย่างเลย
แต่ด้วยความอะไรซักอย่าง เราก็ยังไม่ถึงจุดนั้นเหมือนเพื่อนๆซะที

อาจะเป็นเพราะ ตั้งแต่เกิดมา เราไม่เคยมีความทะเยอทะยานเลย
เป็นคนที่ไม่ได้ชอบความโคตรเจ๋ง แต่ชอบแค่ความโอเค
พอทำอะไรก็เลยไม่ได้พยายามมากเท่าที่ควร พอได้ดีนิดหน่อยก็พอใจ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆพอเราโตขึ้นนิดหน่อย
ถึงแม้ว่าโอเค มันก็ดี
แต่พ่อแม่เราพยายามบอกเรามาเสมอว่า ควรจะทดสอบตัวเองและใช้ความสามารถให้เต็มที่

อาจจะช้าไปหน่อยสำหรับเด็กสปอยอย่างเรา
แต่เราก็ตระหนักกับข้อสรุปที่ว่า ถ้าเรามีความรู้ไว้เยอะๆก่อน มันจะมีประโยชน์สำหรับครอบครัวในภายหลัง
เห็นเป็นตัวอย่างชัดๆมาแล้วกับการที่เดียร์เก่งเป็นที่รู้จักของหมอหัวใจ ทำให้ได้ช่วยให้แม่ผ่าตัดกับหมอระดับโลก จนผ่านไปด้วยดี

และนั่นก็ได้นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต

ได้เวลาแล้วที่เราจะเรียน ป.เอก

สำหรับเรา
ไม่มีอะไรที่สนุกไปกว่า การกลับไปเป็นนักเรียนนานๆ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน
ถูกล้อมรอบไปด้วยคนที่ฉลาดกว่ามากมาย
และจบไปเป็นคนที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเล็กๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆด้านหนึ่ง แต่มากกว่าทุกคนในโลก
แถมด้วยการมีคำว่า ดร. นำหน้าชื่อโดยไม่ต้องเรียนหมออีก มันก็ดีเหมือนกันนะ
เวลาตอแหลคนน่าจะเชื่อถือมากขึ้นถ้ามีคำว่า ดร.

ตลอดฤดูสมัครเรียนมันช่างยากแสนลำบาก
เพราะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทำงานกลับบ้านเที่ยงคืน-ตี2 เกือบทุกวัน
ทำงานเสาร์อาทิตย์ แม่ก็ต้องผ่าตัดหัวใจ และยังเป็นห่วงเดียร์ที่บินไปสัมภาษณ์ต่างรัฐบ่อยๆอีก
เจอตารางซะขนาดนั้น มันก็แทบไม่มีพลังงานเหลือจะสมัครเลย
เตรียมสอบก็แทบไม่ได้เตรียม (รอบนี้เตรียมสอบ 20 วัน ทั้งๆตอนเรียนป.โท เตรียมสอบเกือบ 1 ปี)

สงสัยทำบุญไว้เยอะ มีมหาลัยรับ 3 ที่

แต่มันก็ทำให้เกิดอาการปวดหัว เพราะ
มหาลัยที่ดีที่สุดใน 3 ที่นั้น กลับเป็นมหาลัยที่อยู่ห่างจากเดียร์ที่สุด นั่นก็แปลว่าจะต้องอยู่แยกกัน
ส่วนมหาลัยที่อยู่เมืองเดียวกับเดียร์ก็มี อ.คนเดียวที่เรียนด้วยได้ ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็คือจบ

เป็นการตัดสินใจที่ยากมากในชีวิต
ขอคำปรึกษาทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนไม่สนิท อาจารย์ และครอบครัว
รวมไปถึงอ่านข้อมูลตามเวบ ว่าใครเป็นแบบเราบ้าง

การตัดสินใจของเราอาจจะทำให้คนหลายๆคนตกใจ และเชื่อว่าน่าจะมีคนที่คิดว่าเห็นแก่ตัว
แต่เราเลือกที่จะไปมหาลัยที่ดีที่สุดและอยู่ห่างจากเดียร์

คนทุกคนมีความเห็นต่างกัน แต่คนที่เราเชื่อฟังและเคารพที่สุดคือครอบครัว

จังหวะที่เราได้มหาลัยนี้ เราเล่าให้เดียร์ฟังแบบเศร้าๆเพราะมันค่อนข้างไกล
เดียร์กลับดีใจสุดๆที่เราได้ และแนะนำให้เราตอบรับทันที
พี่สาวเราคอยเตือนเราถึงความสำคัญของการเรียน ว่ามันจะมีประโยชน์กับครอบครัวในระยะยาว
แม่เราแนะนำเราอยู่เสมอว่า ให้ทำในอะไรที่เราต้องการ แค่มีความสุขก็โอเคแล้ว
พ่อเราเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเรามาตลอดว่า เราสามารถไปได้ไกลถ้าเราต้องการ

การอยู่แยกกัน จะมองทางนึงมันก็เหมือนกับการเลือกความก้าวหน้ามากกว่าครอบครัว
แต่เมื่อดูดีๆแล้ว การที่เราเลือกมหาลัยที่ดีที่สุด จะทำให้ตัวเราเองและครอบครัวมีความสุขมากกว่า โดยเฉพาะในระยะยาว

พอลองมาคิดเรื่องการอยู่แยกกัน
เรากับเดียร์ไม่ว่าอยู่ห่างกันแค่ไหน เราก็สามารถหวานกันได้อยู่ดี
เนื้อคู่อยู่ห่างแค่ไหนมันก็เนื้อคู่อยู่ดี
จริงๆมันก็ไม่ได้แย่อะไรเท่าที่คิดไว้ตอนแรก

เขียนมานาน
ด้วยข้อมูลที่ให้ไปข้างต้น เราจึงอยากประกาศมา ณ ที่นี้ว่า
จะเรียนเอกละนะทุกคน เรียนจบหรือไม่จบ จะมาเล่าให้ฟังกันต่อไป

ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และคำแนะนำตลอดมา
และขอบคุณครอบครัวที่รักทุกคน ที่ทำให้เราเดินต่อไปสุดจุดหมายอย่างไม่ลังเลแล้ว

ป.ล. พี่เบิร์ดรักทุกคน
ป.ป.ล. เรื่องจริง ไม่ใช่ april fool

Posted in: Uncategorized