ชีวิตป.เอก เทอมแรก

Posted on January 12, 2014

3


คำเตือน: เขียนยาว

อ๊ะ หายไปประมาณ 4 เดือน
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สิ่งที่เกิดขึ้นใน 4 เดือนที่ผ่านมาก็คือการเรียนเทอมแรกในชีวิตป.เอกของเรา

ใครที่อยากรู้ที่มาที่ไปกลับอ่านได้ที่โพสชื่อว่า อาจจะดอกเตอร์นะ

จบเทอมแรกไปได้กลับบ้านมาปีใหม่
สิ่งที่เพื่อนๆถามเยอะที่สุดก็คือ “เฮ้ยเรียนป.เอก มันเป็นยังไงวะ”
แม้กระทั่งล่าสุด มีลุงอายุ 70 ปีถามว่าไปเรียนอะไร
เราก็บอกไปว่ามาเรียนคอมพิวเตอร์ โชคดีที่ลุงไม่ได้ถามต่อไม่งั้นคงไม่รู้จะอธิบายยังไง

แต่ถ้าเกิดเรามาเรียนอะไรซักอย่าง แล้วไม่สามารถอธิบายให้ลุงอายุ 70 ปีเข้าใจได้
แปลว่าเราไม่รู้จักวิชาที่เราเรียนจริงๆ

สรุปว่าต่อไปนี้ถ้าคนมาถาม เราจะบอกว่ามาเรียนคอมพิวเตอร์
ถ้าเค้าถามต่อ เราจะบอกว่ามาทำวิจัยเรื่องทำยังไงให้คอมพิวเตอร์ใช้ง่ายขึ้น
แล้วเดี๋ยวถ้าเราไม่นอกเรื่องเกิน เราจะอธิบายงานที่เราทำเพิ่มเติมด้านล่าง

หมายเหตุ ปกติคนอ่าน blog มีแต่เพื่อนๆ
แต่ใครที่หลงเข้ามาอ่านหวังว่าคงจะได้ประโยชน์บ้างเล็กน้อย
เผื่อวันหนึ่งตัดสินใจจะเรียนปริญญาเอก จะได้ตัดใจถูกหรือลุยต่อ

เอาหละะะ…

ตอนที่ 1 เรียนฟรี แต่…

สรุปเมื่อเดือนเมษายน 2556 เราตัดสินใจมาเรียนต่อเอกด้านคอมพิวเตอร์ที่มหาลัย illinois
อ่านว่า อี ลี นอย
มหาลัยนี้ใช้ตัวย่อว่า UIUC

1262489_10151652398576989_271136810_o

ทำเลอยู่กลางๆประเทศ มีทุกฤดูกาลตั้งแต่หน้าร้อน หน้าหนาว ใบไม้ผลิ ใบไม่ร่วง

การเรียนการสอนมีสามเทอม เทอมแรกคือเทอมใบไม้ร่วง (แปลแล้วชื่อเท่ดีนะ)
เทอมที่สองคือ เทอมใบไม้ผลิ เทอมที่สามคือเทอมหน้าร้อน
เทอมนึงมีสี่เดือน
สำหรับเทอมแรกนี่ก็ สิงหาถึงธันวา

เรียนป.เอกสาขาวิทย์คอม มหาลัยนี้ฟรี ไม่เสียค่าเล่าเรียน
แต่มีข้อแม้คือต้องไปเป็น
(1) ผู้ช่วยสอน (ศัพท์หรูคือ teaching assistant เรียกกันว่า TA อ่านว่า ที เอ) ทำงานจำพวกตรวจการบ้าน หรือ
(2) ผู้ช่วยวิจัย (ศัพท์หรูคือ research assistant เรียกกันว่า RA อ่านว่า อา เอ) ต้องทำงานผูกติดกับงานวิจัยของโปรเฟสเซอร์คนหนึ่งเท่านั้น

เราโดนจับเป็น TA เนื่องจากว่า ไม่มีโปรเฟสเซอร์คนไหนอยากทำงานด้วย
(เหตุผลปลอบใจตัวเอง คือ เรายังไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไร โปรเฟสเซอร์เลยอยากให้เรามีโอกาสเลือก)

ก่อนจะเล่าต่อ มาพูดถึงเป้าหมายหลักของ ป.เอกก่อน

ป.ตรี เป้าหมายหลักคือเก็บหน่วยกิต วิชาหลัก วิชาเลือก วิชานอกสาขาให้ครบ
ป.โท เป้าหมายหลักคือเก็บหน่วยกิตวิชาหลักให้ครบ และทำโปรเจคจบหรืองานวิจัย
ป.เอก เป้าหมายหลักคือเก็บหน่วยกิตวิชาหลักให้ครบ ทำงานวิจัย ทำงานวิจัย ทำงานวิจัย ทำงานวิจัย และเขียนวิทยานิพนธ์

ความหมายของงานวิจัยง่ายๆคือ
(1) ทำผลงานอะไรซักอย่างคนแรกในโลก
(2) โดยผลงานนั้นต้องมีผลลัพธ์ที่ดีกว่างานที่เคยมีมาทั้งหมด
(3) ต้องเขียนเกี่ยวกับผลงานนั้นให้คนอื่นอ่านรู้เรื่องและเอาไปต่อยอดได้

ฟังดูตรงไปตรงมาใช้มะ
เป้าหมายของป.เอกคือ ขยายขอบเขตความรู้ปัจจุบันของมนุษย์โดยตรง (ทำงานใหม่ผลลัพธ์เยี่ยม) และทางอ้อม (ทำงานที่คนอื่นเอาไปต่อยอดได้)

อ่านมาหลายบรรทัด เก็ตแล้วใช่ไหม ว่างาน TA ไม่ได้เกี่ยวเชี่ยอะไรกับป.เอกเลย ไม่ได้ช่วยให้กรูจบเร็วขึ้นทั้งนั้น

เทอมแรกได้ TA วิชา software engineering ซึ่งคือวิชาที่สอนให้โปรแกรมเมอร์ทำงานเป็นทีมใหญ่ๆ (ปกติพวกโปรแกรมเมอร์จะชอบฉายเดี่ยว)

ได้อีเมลมาจากโปรเฟสเซอร์ผู้สอนชื่อว่า ดาโก้ บอกประมาณว่า “เมิงจะได้ร่วมงานกับ TA อีกสามตัว เปิดเทอมวันหนายยย เรามาประชุมกานนน”
ประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เจอเพื่อนหลายชาติ ประชุมวันเดียวได้เพื่อนอินเดีย จีน และไนจีเรีย
งานหลักๆของ TA วิชานี้ก็คือ เขียนการบ้าน ช่วยการบ้าน ตรวจการบ้าน เขียนข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และนั่งเฝ้าออฟฟิสสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง

ฟังดูชิว แต่ไม่ชิวมาก

เกิดมาไม่เคยเขียนการบ้าน ไม่เคยเขียนข้อสอบ มันยากกว่าที่คิดเยอะเลย
คือ เขียนมันต้องเขียนให้ตรวจง่าย แต่ไม่ใช่แค่นั้น มันต้องวัดความรู้เด็กด้วย
ไม่ใช่แค่ท่องจำเฉยๆ ต้องทดสอบว่าเด็กประยุกต์ความรู้ได้ไหม
แล้วเวลามันไม่ใช่แค่ท่องจำ มันเปิดโอกาสให้เด็กตอบได้กำกวมมาก

ยกตัวอย่างให้ฟัง
สมมติว่าสอนวิชาสร้างพัดลม (วิชาห่าไรวะ)
วิชานี้ก็จะสอนสร้างพัดลมเพดาน พัดลมธรรมดา พัดลมติดหมวก ฯลฯ
สมมติออกข้อสอบออกประมาณว่า

นายหลุยส์ไปที่บ้านของลูกค้าแล้วพบว่าลูกค้ามีหลังคาซึ่งเปราะบาง ลูกค้ารู้สึกร้อน คุณจะทำอย่างไร

ถ้าถามอย่างนี้ แล้วเด็กตอบว่า “ให้ลูกค้าไปห้างที่มีแอร์เยอะๆ” จะตรวจยังไง
ถ้าให้ 0 คะแนน แต่เด็กมันดันตอบอย่างนี้ 80% ของชั้นเรียน จะทำยังไง
แสดงว่าออกคำถามกำกวม มีโอกาสโดนนักเรียนด่าเป็นแถว

นี่แค่หนึ่งตัวอย่าง แต่แสดงให้เห็นว่าการออกคำถามมันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เราคิดไว้ตอนแรก

เริ่มไม่ชิวแล้วเดะ…

วิธีการลดปัญหาก็คือหลังจากออกการบ้านแล้วให้ TA ทุกคนลองทำการบ้านนั้น
ถ้าเจอปัญหาต้องกับไปแก้โจทย์
เจองานนี้เข้าไปก็จำได้ว่ากลับบ้านเที่ยงคืนตีหนึ่งเข้าไปหลายวัน

ยังไม่พอเฟ้ย

มี TA แค่สี่คน แน่นอนว่ามันต้องมีปัญหาหลุดไปถึงนักเรียนบ้าง
หลังจากออกการบ้านไปแล้ว ถ้ามีปัญหาก็ต้องตามเก็บขี้ที่ตัวเองเขียนไว้
นักเรียนด่าอาจารย์ อาจารย์ด่า TA ตามหลักห่วงโซ่อาหาร

สนุกสัด

แต่ท่ามกลางความยากลำบาก อย่างน้อยมีสิ่งหนึ่งที่คอยช่วยให้งาน TA มันสนุกขึ้น
ก็คือการได้คุยกับเด็กๆ

เอ๊ะ ฟังดูผิดๆแฮะ เอาใหม่

แต่มีสิ่งหนึ่งที่คอยช่วยให้งาน TA มันสนุกขึ้น ก็คือการได้คุย ได้สอน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเด็กๆ
การได้ช่วยแก้ปัญหาให้นักเรียนลุยต่อได้ ได้อธิบายเนื้อหาให้นักเรียนเข้าใจได้
และสุดท้ายนักเรียนบอกว่า “ขอบคุณมาก”
มันเป็นความรู้สึกที่เจ๋งชิบหาย ทำให้รู้สึกว่างานที่เราทำไปมันมีความหมาย

ตลอดเทอมที่ผ่านมาเรามีหน้าที่ออกการบ้านสองตัว และช่วยออกมิดเทอมกับไฟนอล
กลับดึกหลายวันมากและมีดราม่ากับ TA คนอื่นไปหลายดอก

ชนะเลิศประจำเทอมนี้ได้แก่ การออกข้อสอบไฟนอล
ใช้เวลาช่วงวันหยุด thanksgiving (เป็นวันหยุดหนึ่งสัปดาห์ของอเมริกาที่คนอื่นเขาไปแรดกัน) นั่งเขียนข้อสอบแก้ไปแก้มา
เปิดมาจากวันหยุดก็มีประชุมตั้งแต่บ่ายสองถึงตีสี่วันถัดมา เพื่อเลือกคำถามเตรียมไฟล์ข้อสอบ

คร่าวๆ นี่ก็คืองาน TA ประจำเทอมนี้

ตอนที่ 2 หาอาจารย์ที่ปรึกษา

อย่างที่บอกไปด้านบน ป.เอก เป้าหมายหลักคือทำงานวิจัยเจ๋งๆ
นักเรียนป.เอกที่เข้าไปเรียน ก็มี
(1) พวกเทพเคยทำงานวิจัยมาแล้ว
(2) พวกกระจอกที่ไม่เคยทำงานวิจัยมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลเหนือธรรมชาติ มหาลัยจึงรับเข้ามา

เราเป็นพวก (2) ภูมิใจๆ

แต่ยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะทำวิจัยมาก่อนแล้วหรือไม่
วิธีที่จะเกิดการเรียนรู้ที่สุดคือการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ที่ปรึกษา

ลองนึกดูถ้าเราเป็นพนักงานใหม่เข้าไปในบริษัท
หนึ่งในวิธีที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทและตัวงานที่เร็วที่สุดคือการทำงานกับเทพ ใช่มะ
ก็เหมือนกันแหละ

มหาลัยที่เราไปเรียนมันดีอย่างนึง ตรงที่มีอาจารย์ด้านที่เราอยากเรียน หรือเกี่ยวกับที่เราอยากเรียน
หลายคนมากๆ ประมาณ 10 มั้ง

งานวิจัยด้านที่เราอยากเรียนก็เกี่ยวกับ programming language, compiler, formal method, software engineering

เป็นงัยละ โยนศัพท์เทคนิคเข้าไป ฟังดูเท่เลยใช่มะ
ไอ้ที่ฟังดูเท่ๆ มันก็แปลออกมา สรุปง่ายๆ คือ
เราอยากทำงานวิจัยด้านอะไรก็ได้ ที่ช่วยให้ชีวิตของโปรแกรมเมอร์ดีขึ้น
งานที่ทำให้เขียนโปรแกรมผิดพลาดน้อยลง
หา bug ง่ายขึ้น
compile เร็วขึ้น
ป้องกันโดน hack ได้ดีขึ้น
ทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ง่ายขึ้น ฯลฯ
ด้วยความช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์นิดๆหน่อยๆ

โดยส่วนใหญ่ ถ้าอยากเรียนจบภายใน 4-6 ปี ก็ควรจะหาอาจารย์ปรึกษาให้ได้ภายในปีแรก
ไม่งั้นจะมีผลงานวิจัยไม่พอที่จะเรียนจบ

วิธีหนึ่งที่คนแนะนำมาก็คือ ให้ลงวิชาเรียนกับอาจารย์ที่เราอาจจะอยากทำงานด้วย

เราก็ลงไปสองวิชา
วิชาแรก อาจารย์ชื่อ กรีกอเร่ รอสู้ ต่อไปนี้เรียกว่า อาจารย์รอสู้
วิชาที่สอง อาจารย์ชื่อ เทา เชี่ย (นามสกุลงี้จริงๆนะ) ต่อไปนี้เรียกว่า อาจารย์เทา

เป้าหมายหลักของเทอมนี้คือเรียนให้ได้เกรดเจ๋งๆ เพื่อจะได้ไปเลียขอทำวิจัยทีหลัง

วิชารอสู้มีการบ้านสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ใช้เวลาทำการบ้านโดยเฉลี่ยการบ้านละ 10-15 ชม.
มีโปรเจคหนึ่งโปรเจค และข้อสอบไฟนอล

วิชาอาจารย์เทามีอ่านเปเปอร์และส่งรีวิว สัปดาห์ละสองเปเปอร์
และโปรเจคจบอีกหนึ่งโปรเจค

แรกๆก็พอถูไถ จนกระทั่งงาน TA เข้าแทรก
โดยทั่วไปสัปดาห์หนึ่งจะใช้เวลามหาศาลกับงาน TA
และเหลือเวลาเจียดมาให้กับงานของสองวิชานี้ น้อยกว่าที่ควร

ก็เอาตัวรอดมาได้จนถึงปลายเทอม เมื่อระเบิดทุกอย่างลง

ระเบิดที่ว่าคือ โปรเจคกำลังจะต้องส่งสองตัว พร้อมกับงานเตรียมข้อสอบไฟนอลของ TA
และการบ้านที่โคตรยากตอนปลายๆเทอมอีกสองตัวออกสองสัปดาห์ติด (คราวนี้ไม่เว้นสัปดาห์) + สอบไฟนอลของวิชารอสู้

ถึงจังหวะนี้ทิ้งการบ้านวิชารอสู้ (ได้ 2/10 ไปทั้งสองการบ้าน)
นอนตี 4 ตื่น 9 โมง และกินกระทิงแดงอยู่หลายวัน
โปรเจควิชาอาจารย์เทามีเพื่อนช่วยทำ บอกมันตามตรงว่า จะหายตัวไปสองสัปดาห์ ดีที่อาจารย์ท่านใจดี
โปรเจควิชารอสู้อัดทำภายในไม่กี่วันให้มีผลงาน ดูเหมือนทำมาเยอะ
ส่วนไฟนอลวิชารอสู้ก็ตั้งใจเต็มที่ โชคดีที่เค้าออกตรงกับที่เค้าใบ้ๆไว้เด๊ะ

แทคติกนี้ เวิร์คสุดๆ เกรดออกมาค่อนข้างสวยงาม
เพียงพอที่จะเลียอาจารย์ทั้งสองได้ในอนาคต

ได้บทเรียนรู้มาว่า ถ้าจะทำงาน TA ในอนาคต พยายามเลือกวิชาที่มันไม่ต้องทำโปรเจคทั้งสองวิชาอาจจะดีกว่า

ตอนที่ 3 เพื่อนใหม่

ย้อนกลับไปอย่างที่เคยเล่า
เราตัดสินใจอยู่แยกกับเดียร์เพื่อเรียนป.เอก

ก่อนจะตัดสินใจมาที่นี่ ก็ได้อีเมลและโทรศัพท์คุยกับศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันวิทย์คอมป.เอกรวมเป็นสองคน
ก็ถามเกี่ยวกับคนไทยนิดหน่อย เค้าบอกกันว่าคนไทยมีเยอะเหมือนกัน
มันก็แปลได้สองอย่างก็คือได้เพื่อนที่เข้าใจวัฒนธรรมเราเป็นกันเอง หรือไม่ก็ได้เพื่อนที่ดราม่าขั้นเทพ
แต่เนื่องจากใช้ชีวิตมา 30 ปีนิดๆ
เข้าใจถ่องแท้แล้วว่า ดราม่ามีทุกแห่งหน ควรจะมุ่งสรรค์หาเพื่อนใหม่แทนที่จะเอาแต่กลัว
เรื่องคนไทยเยอะจึงไม่เป็นอะไรที่ต้องกังวล

จำได้ว่าวันแรกที่เครื่องบินลง
เปิดประตูเข้ามาในหอพัก เราคิดเป็นอย่างแรกเลยว่า “เราตัดสินใจถูกป่าวเนี่ย”
เรียนวันแรกๆมันเว้งว้างยังไงชอบกล กลับมาไม่มีคนกินข้าวด้วย
วันๆอยู่แต่กับแมว

จนกระทั่งวันหนึ่ง มหาลัยมันมีสิ่งที่เรียกว่า quad day พูดง่ายๆคือเทศกาลโฆษณาชมรม
เราก็เดินหาชมรมคนไทยอยู่ประมาณชั่วโมงนึงก็เจอจนได้ ลงชื่อเป็นที่เรียบร้อย
วันนั้นเค้าก็นัดกินข้าวกันกลุ่มใหญ่ ประมาณ 20 กว่าคน
เราก็ตามสไตล์ สวมหน้ากาก เป็นคนขี้อายไม่กล้าคุย ไปกินข้าว
(แก้ตัวก่อน จริงๆคือกับคนไม่สนิทเราไม่ค่อยพูดด้วย แต่พอรู้จักนิดนึงมีแต่คนอยากให้หุบปากบ้าง)

นี่คือจุดเริ่มต้นของการได้เจอเพื่อนใหม่จำนวนมหาศาล
เพราะว่า ตั้งแต่วันนั้น มีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย เยอะสุดๆ

ตั้งแต่งานรับน้อง potluck ตีปิงปอง pool โบวลิ่ง เล่นบาส corn maze ขายแกงเขียวหวาน เตะบอล สอนทำอาหาร ดูหนังผี ลอยกระทง ทำอาหารที่บ้าน เล่นเกมที่บ้าน ตีแบต เล่นหิมะ ฉลองคริสมาส ฯลฯ คือแบบไม่ต้องกังวลว่าจะมีเวลาว่าง

ถ้ารู้จักคนไทยประมาณ 50 คน วันนึงมันต้องมีกีฬา หรือกิจกรรมอะไรซักอย่างเกิดขึ้น

ก็เลยจัดชุดใหญ่ ทำตัวเนียนเป็นเหมือนพวกอายุ 18 ใครทำกิจกรรมอะไรไปหมด

วันนึงเดียร์ก็จะได้รับข้อความประมาณว่า
9.00 “ตื่นแล้ว good morning❤ เดี๋ยวไปตีปิงปอง”
12.30 “กินข้าวเที่ยงกับกลุ่มคนไทย”
14.00 “นอนพัก แล้วไปทำงาน TA”
17.00 “ตีแบต เสร็จแล้วกินข้าวเย็นกับคนไทย”
21.00 “เพื่อนมาเล่นเกมที่บ้าน”
01.00 “good night❤ พรุ่งนี้เล่นบาส”

แม้จะไม่เกี่ยวกับผลงานป.เอกก็ตาม
แต่ไอ้การได้เล่นกีฬา ได้เจอกับเพื่อนๆเนี่ย มันช่วยแก้เครียดได้มหาศาลเลย

สรุป

ชีวิตป.เอก เทอมแรกยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับงานวิจัยเท่าไร
วันๆเอาแต่เรียนกับทำกิจกรรม
แต่คร่าวๆรู้สึกดีที่ได้กลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง
ถูกล้อมรอบด้วยเนิร์ดและคนฉลาดเต็มไปหมด
หวังว่าหลังจากเริ่มทำวิจัยแล้วจะยังแฮปปี้อยู่ เดี๋ยวรอดูกันต่อไป
(แต่ถ้าลาออก ก็จะมาเล่าให้ฟังอยู่ดี)

ชีวิตครอบครัวยังแฮปปี้
ส่ง message กันบ่อยที่สุดวันละหลายอยู่
รองมาคุยโทรศัพท์ รองมา facetime
เจอกัน 2-3 เดือนครั้งไม่แย่ๆ ต่างคนต่างทำงานหนักเวลาก็ผ่านไปเร็วขึ้น

Posted in: Uncategorized