ชีวิตป.เอกเทอมสอง

Posted on August 20, 2014

2


อัพเดทข่าวคราวสำหรับครอบครัวและเพื่อนที่อยากรู้ความเป็นไป
สำหรับความเป็นไปของเทอม 1 ให้เข้าไปอ่านที่นี่
(https://amchiclet.wordpress.com/2014/01/12/%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9B-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81/)

เทอมนี้โดยรวมแล้วถือว่าไม่วุ่นวายเท่ากับเทอมที่แล้ว
สาเหตุหลักๆเป็นเพราะเทอมที่แล้วหืดเกิน เทอมนี้เลยพยายามลงเรียนตัวที่ชิวขึ้น


การเรียน


เทอมนี้ลงสามตัว

1) individual study
อันนี้เป็นวิชาที่มีคนแนะนำมา
เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์วิจัยกับไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษา
หลักๆคือ ไปเข้าหาโปรเฟสเซอร์คนนึง ขอทำโปรเจคที่จบได้ภายในหนึ่งเทอม
เพื่อจะได้รู้จักกันมากขึ้นและเก็บหน่วยกิตไปในตัว

ขอย้อนความนิดนึง

เผอิญเราได้เข้าประชุมอันนึงเมื่อเทอมที่แล้ว
ที่เด็ก ป.เอก รุ่นพี่จะมา present โปรเจคที่ตัวเองทำอยู่ให้พวกเด็กใหม่ฟัง

เราก็เข้าไปนั่งดู เพราะมีพิซซ่าฟรีให้กิน
เจอคนชื่อ โมเส้น
present โปรเจคเกี่ยวกับ สิ่งที่เรียกว่า type qualifier

สำหรับคนทั่วไป ไม่ต้องสนว่ามันคืออะไร
ให้ข้าม ไอ้ที่อยู่ระหว่าง ======= ไปได้
เอาเป็นว่าเราคิดว่ามันเป็นโปรเจคที่น่าสนใจมากๆ

===============================
สำหรับโปรแกรมเมอร์ คำอธิบายคร่าวๆ คือ
เวลาเขียนโปรแกรมเราสามารถบอกได้ว่า ตัวแปรนี้เป็น type อะไร เช่น int, String, ฯลฯ
แต่ในภาษาใหม่ๆ เราสามารถกำหนดคุณสมบัติของ type นั้นได้เพิ่ม
เช่น เราสามารถบอกได้ว่า ตัวแปรนี้ไม่มีทางเป็น null ได้ เพราะเราให้ค่ากับมันตั้งแต่ต้น
เราก็สามารถเขียนประมาณว่า @NonNull String
เป็นการให้ข้อมูลเพิ่มกับ compiler มันจะได้ช่วยเราจับ bug ได้มากขึ้น

โปรเจคนี้ก็คือ ถ้าเรามีโปรแกรมซึ่งไม่มี type qualifier
แล้วเราอยากจะใส่พวก type qualifier นี้เข้าไปอัตโนมัติ เราจะทำยังไง

โมเส้น โฆษณาว่า Java 8 มันจะ support type qualifier
แล้วโปรเจคนี้จะเป็นประโยชน์เมื่อ Java 8 ออกมา
เราก็เลยสนใจโปรเจคนี้
===============================

กลับมาเทอมปัจจุบัน
เราคุยกับโมเส้น เค้าแนะนำให้ทำโปรเจคนี้กับ อาจารย์ที่ปรึกษาของเค้า
แล้วลงเป็นวิชา individual study น่าจะดี
ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาของโมเส้น คือ เร้า จอนสั้น
(งานดังๆของ เร้า จอนสั้น หนึ่งอย่างคือ
เป็นหนึ่งในคนเขียนหนังสือ text book เจ๋งๆเล่มนึงที่ชื่อว่า design patterns)

เนื่องจากว่าเป็นโปรเจคที่เราสนใจ แถมยังได้ทำงานกับ เร้า จอนสั้น ในตำนาน
เราเลยตกลงใจลงวิชานี้

ใช้เวลาประมาณสัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง ไม่หืดๆ
จบเทอมได้เกรดสวย มาชิวๆ
แค่โผล่ไปทำงานเป็นประจำ แล้วก็ส่งงานตามกำหนด

เวลาเจอ เร้า อาทิตย์ละครั้งก็จะเป็นเรา present ว่าทำถึงไหนแล้วประมาณ 10 นาที
แล้วก็ฟังประวัติชีวิตของ เร้า อีก 50 นาที

2) topics in software engineering
สอนโดยโปรเฟสเซอร์เชี่ย
ชื่อวิชาหลอก จริงๆเป็นวิชา “วิธีการทำวิจัยที่ดี”

สอนตั้งแต่การเลือกหัวข้อวิจัย ทำงัยถึงจะความเสี่ยงต่ำ
คุยเรื่องวิธีการเขียนเปเปอร์ให้อ่านเข้าใจง่ายข
การใช้วิธีการที่เรียกว่า formalization (การใช้ภาษาอย่างเป็นทางการ)
เพื่อช่วยเพื่อให้การเขียนไม่กำกวม

แล้วก็สุดท้ายก็ให้นักเรียนทุกคนทำโปรเจค
มีการแลกกันดูเปเปอร์แล้วก็ present โปรเจค ตั้งแต่ต้นเทอมจนจบเทอม

ของเราเอาโปรเจคที่ทำกับ เร้า มาทำในวิชานี้ด้วย เป็นการประหยัดเวลาไปในตัว
เก็บเกรดชิวอีกหนึ่งตัว เวิร์คๆ

3) logic
คิดว่าเป็นวิชาที่มันส์ที่สุดของเทอมนี้แล้ว
โปรเฟสเซอร์ชื่อ มาดู (แหม่ ชอบชื่อ โปรเฟสเซอร์คณะนี้จังเลย)

ตอนแรกคิดโง่ๆ ว่า จะเรียนประมาณ ตรรกศาสตร์สมัย ม.ปลาย
คิดผิดชิบหาย

จริงๆแล้วสอนอะไรที่กว้างกว่านั้น
คือ logic ในความหมายกว้างๆ คือ
ภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นและสรุปข้อเท็จจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ภาษาเรามีคำแค่สามคำคือ “rain” กับ “wet” แล้วก็มีคำว่า “->”
ความหมายของคำว่า rain คือ ฝนตก
ความหมายของคำว่า wet คือ เปียก
ความหมายของคำว่า -> คือ แล้ว
เราก็มาสรุปว่า rain -> wet จริงหรือเท็จ
แล้ว wet -> rain ละ จริงหรือเท็จ
แล้ว -> rain rain ละ ถือว่าถูกไวยกรณ์หรือเปล่า ถ้าถูกไวยกรณ์แล้ว มันเป็นจริงหรือเท็จ

ซึ่งภาษาที่ใช้มันจะซับซ้อนขึ้นๆไปเรื่อยๆ
แล้วมันจะมีการมาศึกษาว่า ภาษาไหนที่เราหาข้อสรุปได้หรือไม่ได้ ฯลฯ
เป็นวิชาเปิดโลก ทำให้เราชอบด้านทฤษฏีมากขึ้นไปอีก

ช่วงเตรียมสอบเทอมนี้กินพิซซ่ารัวๆ

10256161_10152096424766989_8438465457931212442_n

สรุปว่าการเรียนเทอมนี้วางแผนได้ดี
แล้วทุกวิชาเป็นวิชาที่น่าสนใจกว่าที่คิด


การวิจัย


 มาถึงเทอมสองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำวิจัยอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

โปรเฟสเซอร์ที่เล็งอยู่ที่อาจจะอยากให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยังคงเป็นโปรเฟสเซอร์เชี่ย กับ รอสู้ เหมือนเทอมที่แล้ว
ส่วนโปรเฟสเซอร์ เร้า ที่ทำโปรเจคด้วย เกษียณแล้ว

ทีนี้ทางภาควิชาเค้ากำหนดมาว่า ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาภายในจบปีหนึ่ง
เราก็เริ่มร้อนรนนิดนึงเพราะว่าเรายังไม่รู้จะเอายังไง
การไปนั่งในที่ประชุมของ ทีมวิจัยเชี่ย กับ ทีมวิจัยรอสู้ ก็ได้เห็นบุคลิกแล้วก็สไตล์การบริหารงานของโปรเฟสเซอร์ทั้งสอง

โดยส่วนตัวแล้วชอบสไตล์ของ รอสู้ มากกว่า
พี่แกเน้นเรื่องทฤษฏี คณิตศาสตร์ ปึ๊ก
แต่เนื่องจากทีมวิจัยเค้าใหญ่มาก (มีประมาณ 15 คน)
ทำให้เค้างานเยอะอยู่ตลอดเวลา แล้วบางทีอาจจะไม่มีเวลาให้นักเรียนทุกคนพอ
นอกจากนั้นประชุมแต่ละที สองชั่วโมง เพราะทั้ง 15 คนได้พูดรอบโต๊ะ
สัปดาห์นึงบางทีรู้สึกว่า สองชั่วโมง จะเสียเวลาไปนิดนึง
(แต่ประโยชน์ก็คืออาจจะได้เกิดงานวิจัยร่วมกันกับนักเรียนอื่น ซึ่งอาจจะได้ผลลัพธ์เจ๋งกว่าถ้าทำคนเดียว)

แต่ในทางกลับกัน ทีมวิจัยโปรเฟสเซอร์เชี่ย เป็นทีมเล็กๆมีแค่ 5 คน
แถมเค้ายังดูหนุ่มๆไฟแรง ตอบอีเมลเร็วดั่งสายฟ้า
ทำให้น่าทำงานด้วยเหมือนกัน แต่ดูเหมือนเค้าจะเคร่งครัดเรื่องการใช้เวลาอยู่ในออฟฟิส
การเข้าออกงาน ก็ต้องลงบันทึกด้วย
แล้วอีกอย่างเค้าเป็นสายปฏิบัติมากกว่า (ตรงข้ามกับสายทฤษฏี)

แล้ววันหนึ่งอยู่ก็ได้อีเมล มาจากโปรเฟสเซอร์ที่ชื่อว่า เดวิด พาดัว
บอกว่า
“กูหานักเรียนทำวิจัยอยู่หนึ่งคน
ดาโก้ (โปรเฟสเซอร์ที่เรา TA ด้วยเทอมที่แล้ว) แนะนำมา
บอกว่ามึงยังหาอาจารย์ที่ปรึกษาชิมิ
สนใจมาคุยกานๆๆ”

เราก็เลยไปคุยกับเดวิด โปรเจคที่จะให้ทำก็อยู่กึ่งๆระหว่าง ทฏษฏีกับปฏิบัติ
แถมเดวิดดูเป็นคนที่ชิว ไม่มีการประชุมยักษ์ๆ 2 ชั่วโมง แล้วก็ขอแค่ส่งงานเป็นพอ
เข้าทางเลย

ใช้เวลาอยู่ประมาณสองอาทิตย์คุยกับคนโน้นคนนี้ ว่าดีหรือไม่
สรุปว่าเราเลยตกลงให้เดวิดเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็ทำโปรเจคนี้

สรุปว่า เทอมนี้ได้อาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เย้


งาน TA


เทอมนี้งาน TA ถือว่า โอเคเลย งานน้อยกว่าเทอมที่แล้วประมาณ 20 เท่า

สาเหตุหลักๆเป็นเพราะ
1) เปลี่ยนไป TA วิชาอื่น
2) มี TA ช่วยกัน 4 คน (เทอมที่แล้วมีสาม)
3) อาจารย์ไม่โหดเท่า อาจารย์ก็อยากชิวเหมือนกัน
4) เราเริ่มรู้ระบบมากขึ้น

ก็จัดไป เทอมนี้ TA วิชา programming language
ซึงสอนโดยโปรเฟสเซอร์ รอสู้ นี่เอง
หลักๆสอนภาษาที่ชื่อว่า ocaml
จบคอร์สแล้วจะสามารถเขียน interpreter สำหรับภาษาเล็กๆได้
แถมเรียนทฤษฏีอีกนิดๆหน่อยๆ ถือว่าเป็นคอร์สที่สนุกใช้ได้
ตัวเราเองก็ได้เรียนอะไรเพิ่มเหมือนกัน
เพราะจะว่าไปไม่เคยเรียนแบบตั้งใจตอนอยู่ ธรรมศาสตร์

มีการบ้านสัปดาห์ละสองตัว แต่กรูไม่ต้องตรวจ
เพราะมี TA คนนึงมีหน้าที่เฉพาะทางตรวจการบ้าน
ส่วน TA ที่เหลือมีหน้าที่ ออกการบ้าน (ซึ่งก็ยืมๆปีก่อนๆเอา)
แล้วก็คอยตอบคำถามในเวบสำหรับถามตอบ

ส่วน office hour (เปิดออฟฟิสให้นักเรียนมาเยี่ยมเพื่อคุยอะไรก็ได้)
เทอมนี้แน่นตลอด เทียบกับเทอมที่แล้ว
มีเด็กเข้ามาเต็มสองชั่วโมงทุกสัปดาห์

เนื่องจากว่าไม่ต้องตรวจการบ้านเอง เลยไม่ค่อยแม่น นักเรียนมาถามสัปดาห์แรกก็เลยอึ้ง
สัปดาห์หลังๆรู้ละ เตรียมตัวดูเลคเชอร์อ่านโจทย์แล้วก็ดูเฉลยไว้ก่อน
แต่โดยรวมแล้ว รู้สึกว่าจำนวนเวลาที่ใช้ ไม่เยอะเท่ากับเทอมที่แล้ว

ได้เพื่อนใหม่จาก office hour อีกตะหาก
มีเด็กจีนเจ้าประจำมาเยี่ยมทุกสัปดาห์ ชื่อ ยีฟาง
ประมาณครึ่งชั่วโมงแรกถามการบ้าน หลังจากนั้นคุยเรื่องเกมส์
มาทุกสัปดาห์มาช่วยกั๊กไม่ให้เด็กคนอื่นได้ถามเท่าไร

เรื่องการประชุมประจำสัปดาห์หืดสุดแล้ว
โปรเฟสเซอร์รอสู้ เป็นคนตื่นเช้า นัดประชุมทุกวันจันทร์ 8 โมงเช้า

กูซวย

วันเสาร์อาทิตย์ก็นอนดึกตื่นสายมาเต็มที่ ทำกิจกรรม
เจอวันจันทร์ต้องตื่นเช้า เป็นซอมบี้ทุกที

ส่วนเรื่องข้อสอบ โอเคเลย
โปรเฟสเซอร์ รอสู้ ออกให้ ไม่ต้องออกกันเองแบบเทอมที่แล้ว
ก็มีข้อเสียคือไม่ได้เรียนวิธีการออกข้อสอบที่ดี (แต่เทอมที่แล้วก็ถือว่าเรียนไปแล้ว)
แต่ข้อดีคือไม่ต้องกังวลเรื่องออกข้อสอบ

เรื่องยากที่สุดของงาน TA เทอมนี้คือ เด็กด่าชิบหาย
หลักๆคือเด็กถามบนเวบถามตอบแล้วไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ
ตัวอย่างหลักๆคือ พอคะแนนมิดเทอมออก
เด็กถามว่า cut off เทอมนี้เป็นเท่าไร
TA รวมไปถึง รอสู้ งง cut off คืออะไร
TA งง เพราะไม่เคยทำ (ไม่มีประสบการณ์พอ)
รอสู้ งง เพราะไม่เคยทำ (เคยสอนแต่วิชาที่นักเรียนอยากได้ความรู้ ไม่แคร์เกรด)
สรุปว่า cut off คือ คล้ายเป็นการบอกว่า
ถ้าได้ midterm 10 คะแนน มึงมีสิทธิ์ได้เกรด D
ถ้าได้ midterm 20 คะแนน มึงมีสิทธิ์ได้เกรด C+
ฯลฯ

หลังจากใช้ชีวิตมาประมาณ 30 ปี
รู้สึกว่า cut off มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่เข้าท่า
ทำไมเด็กมันถึงได้ต้องอยากได้เกรดดีขนาดนี้วะ
จบไปทำงาน ที่ดีๆมากๆ มีซักกี่ที่ที่เค้าดูเกรดกันวะ
หรือจะไปเรียนต่อโทต่อเอก ที่ดีๆเค้าก็ดูผลงานวิจัยกัน
พูดง่ายๆคือ มีความสำคัญน้อยมากถ้าจะเอามาอ้างเรื่องสมัครงานกับเรียนต่อ

เด็กมันก็บ่นกันไปว่า TA กับโปรเฟสเซอร์ไม่แคร์นักเรียน (ดราม่าชิบหาย)
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ เผื่อกลับไปสอนมหาลัยที่เมืองไทยก็คือ
เราเข้าใจความคิดเด็กบ้าเรียนบ้าเกรดมากขึ้น
น่าจะสื่อสารกันเข้าใจขึ้น

จบดราม่า มาข่าวดีบ้าง

อยู่ๆวันนึงเราได้อีเมลอันนึง
มันบอกว่าดีใจด้วย ท่านได้ TA ดีเด่นจากการเป็น TA เทอมที่แล้ว

เช็ดดดดดดดดู้ว

โดนดาโก้ใช้งานเยอะ แต่เค้าก็เห็นความตั้งใจของเรา
เราไม่แน่ใจว่าทำอะไรไป แต่ที่แน่ๆถูกใจ ดาโก้ จนเค้าเสนอชื่อเราจนได้รางวัล
ดีใจ กรี๊ดกร๊าดได้อยู่ประมาณชั่วโมงนึง
เข้าไปดูว่าพิธีรับรางวัลเป็นยังไง
ค้นพบว่า รางวัล TA ดีเด่น ถือเป็นรางวัลที่ค่อนข้างกระจอกเมื่อเทียบกับรางวัลอื่น
แต่ต้องขอบคุณครอบครัวและเพื่อนๆ ที่ทำให้เรารู้ว่า ไอ้สิ่งเล็กๆเนี่ยแหละ มันมีความหมายกับพวกเค้ามาก

ไม่มีรางวัลไหนเท่ เท่ากับรางวัลที่ได้ แล้วครอบครัวและเพื่อนรักเฮ
ไม่ว่ารางวัลนั้นจะกระจอก หรือได้ง่ายกว่ารางวัลอื่นๆก็ตาม

สรุปตอนนี้เริ่มแกร่งแล้ว
รู้ตัวว่ามีคนเก่งกว่าเราเยอะ แล้วก็พอใจในสิ่งที่มีอยู่มากขึ้น


กิจกรรม


ได้เล่นดนตรีแล้วววววววววววววววว

ได้ตีกลองงาน potluck
ซ้อมกันไว้หลายเพลงอยู่
highlight คือเพลง แสงสุดท้าย ของ bodyslam ตีกลองยาก กินเวลาซ้อมน่าดู
แต่รอด และทีสำคัญได้สนิทกับเพื่อนในวงมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ดนตรีสากลเท่านั้น ดนตรีไทยก็ได้เล่นเว้ย
ได้ตีระนาดด้วย
วิชาดนตรีไทยที่ลงไว้ตอนอยู่ ธรรมศาสตร์ปีสี่ ตอนนี้ส่งผลแล้ว
เล่นเพลงลาวดวงเดือน กับ ค้างคาวกินกล้วย (สองเพลงมั้ง ถ้าไม่ได้ลืมอะไร)

เทอมนี้ ก็ยังคงเล่น board game กับเพื่อนๆเหมือนเทอมที่แล้ว
หลักๆก็ avalon มันจะมีคนมาเล่นที่บ้านส้ปดาห์ละครั้ง

ยีฟาง (เด็กที่มา office hour บ่อยๆที่เล่าไว้ข้างบน)
แนะนำเกม lifeboat เลยเอามาเสนอเพื่อนๆ
เหมือนจะเล่นไปประมาณ 2 ครั้ง
แต่เพื่อนที่นี่ไม่ค่อยชอบกันเท่าไร

สำหรับกีฬา เทอมนี้ก็ยังหนาวชิบหายอยู่
มักจะเป็นการเตะบอล indoor
เทอมนี้เหมือนจะเตะกันเก่งขึ้น นิดดดดดดดนึง
หรือไม่ก็คู่แข่งกากขึ้น
ปกติแพ้ทุกนัด คราวนี้คุ้นๆว่าชนะหนึ่งครั้งเว้ย ถือเป็นประวัติศาสตร์

เอ้อ เทอมนี้ได้ไปลุยดู symphony ที่มาแสดงในมหาลัยด้วย

1909136_10152017601531989_1508313774_o


ชีวิตครอบครัว


ชีวิตครอบครัวก็ยังดีคงที่เหมือนเดิม

เทอมนี้มีกิจกรรมพิเศษอย่างนึงคือ เดียร์มาเยี่ยม
คือ เดียร์เค้าลาได้ทีละ 15 วัน ไม่วันที่ 1-15 ก็ 16-30 อะไรงี้

แล้วทีนี้เมกาเนี่ย มีพักที่ชื่อว่า spring break ซึ่งคือประมาณ 10 วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม
เด็กฝรั่งก็มักจะไป แก้ผ้า แดกเหล้า ปาร์ตี้ ตามชายหาด แล้วก็มีอุบัติเหตุคนตายเรื่อยๆ
(จะว่าไป คล้ายๆสงกรานต์บ้านเราอะนะ)

กลับเข้าเรื่องคือ เราหยุด 10 วัน แต่เดียร์หยุด 15 วัน
เดียร์ก็เลยบินมาหา
คราวนี้ก็เลยให้เจอกับกลุ่มเด็กๆที่เรา hang out อยู่บ่อยๆ

dear_friends

เย้ ในที่สุดเดียร์ก็ได้รู้จักกับเพื่อนๆแล้ว
โดนจับเล่น avalon อีกตะหาก

จบเทอมสอง เข้าซัมเมอร์ เดี๋ยวเล่าต่อในอันต่อไป

Posted in: Uncategorized